"รศ. พญ. จรุงจิตร์ งามไพบูลย์"
       "โรคภูมิแพ้" ถือว่าเป็นโรคที่เกิดมาเป็นเพื่อนซี้ของเด็กหลายคน ถึงแม้ว่าพ่อแม่จะไม่ได้ยินดีต้อนรับความเป็นเพื่อนนั้นก็ตาม แต่จะทำอย่างไรให้ลูกน้อยได้มีเพื่อนซี้สุขภาพดีห่างไกลจากโรคภัย ดังนั้นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับลูกจึงเป็นหน้าที่หลักของคุณพ่อคุณแม่ อีกอย่าง ณ เวลานี้ต้องช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันให้ลูกเพิ่มเป็น 2 เท่า เนื่องจากโรคนี้มันสามารถเกิดได้หลายปัจจัย ด้วยสาเหตุของสภาพแวดล้อมในสังคมที่ส่งผลให้มีโอกาสเสี่ยงสูงเพิ่มขึ้น
       

       กับเรื่องนี้ รศ. พญ. จรุงจิตร์ งามไพบูลย์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่า การประเมินความเสี่ยงจากประวัติภูมิแพ้ในครอบครัวจะมีส่วนช่วยให้ทราบว่าทารกมีโอกาสเป็นภูมิแพ้สูงหรือไม่ ซึ่งช่วยให้คุณพ่อคุณแม่รับมือด้วยการป้องกันภูมิแพ้ของทารกได้แต่เนิ่นๆ อย่างถูกต้องทันท่วงที นอกจากนั้นการศึกษาพบว่าแม้แต่ทารกที่คุณพ่อคุณแม่ไม่เป็นโรคภูมิแพ้เลย ลูกก็มีโอกาสเป็นโรคภูมิแพ้ได้ถึงร้อยละ15 หากพ่อหรือแม่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ ลูกที่เกิดมาจะมีโอกาสเป็นภูมิแพ้ได้ร้อยละ 20-40 แต่ถ้าทั้งพ่อและแม่เป็นโรคภูมิแพ้ โอกาสที่ลูกจะเป็นภูมิแพ้จะมีมากถึงร้อยละ 50-80
       
       "สิ่งแวดล้อมที่เป็นตัวการทำให้เกิดโรคภูมิแพ้ซึ่งพบได้บ่อยที่สุด ได้แก่ อาหาร โดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 1 ขวบ จะมีอาการแพ้นมวัว ซึ่งกำลังเป็นปัญหาในเด็กไทยและถูกมองข้ามไป การแพ้นมวัวสามารถแสดงอาการได้หลายระบบ เช่น ระบบทางเดินหายใจ คล้ายกับโรคแพ้อากาศ หรือโรคหอบหืด รวมถึงระบบทางเดินอาหาร และระบบผิวหนัง ซึ่งได้ตั้งข้อสังเกตว่า ปัจจุบันหนึ่งในสาเหตุสำคัญที่ทำให้สถานการณ์โรคภูมิแพ้ในเด็กเพิ่มขึ้นอาจมาจากการที่เด็กกินนมแม่น้อยลงโดยเฉพาะในกลุ่มคุณแม่ที่ต้องทำงานนอกบ้าน มีงานวิจัยจำนวนมากที่ยืนยันว่า การให้เด็กกินนมแม่อย่างเดียวแม้เพียง 6 เดือนแรก จะช่วยลดโอกาสการเกิดโรคภูมิแพ้ในเด็กได้" รศ.พญ.จรุงจิตร์ กล่าว
       
       แต่ถึงอย่างไร ในช่วง 6 เดือนแรก เยื่อบุทางเดินอาหาร ระบบภูมิคุ้มกัน และระบบน้ำย่อยสารอาหารต่างๆ ของทารกยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ดังนั้นการได้รับโปรตีนแปลกปลอมจากอาหารอื่นในระยะเวลาดังกล่าว ทำให้โปรตีนเหล่านี้ไม่ถูกย่อยสลาย และมีโอกาสเล็ดลอดเข้าไปในร่างกาย ก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ง่าย สำหรับการรับมือกับโรคภูมิแพ้ ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคภูมิแพ้ แนะนำว่า การให้ลูกได้รับนมแม่ซึ่งเป็นไฮโปอัลเลอเจนิค คือไม่กระตุ้นให้เกิดอาการแพ้ โดยดื่มนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรกจะช่วยลดการสัมผัสกับโปรตีนแปลกปลอมจากนมวัว และช่วยเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย รวมทั้งทารกจะได้รับสารอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่ครบถ้วน

ภาพประกอบจากอินเทอร์เน็ต
       เช่นเดียวกับ มร. แอนดรู สกอรี่ ผู้อำนวยการบริหารธุรกิจโภชนาการทารกประจำประเทศไทยได้ชี้ถึงปัญหาการเกิดภูมิแพ้ในเด็กว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เด็กไทยป่วยเป็นโรคภูมิแพ้เพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึง 3 เท่า ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลเพราะการเป็นโรคภูมิแพ้ในวัยเด็กจะส่งผลต่อพัฒนาการและการเติบโตของเด็ก ฉะนั้นพ่อแม่จะต้องรู้จักการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันและภูมิต้านทานให้กับลูกโดยเฉพาะการเลือกผลิตภัณฑ์นมให้ลูกดื่ม
       
       "ถ้าไม่สามารถให้นมแม่ได้ ควรเลือกให้นมสูตรพิเศษที่เป็นสูตร "ไฮโปอัลเลอเจนิก" (H.A.) ที่มีโปรตีนเวย์ 100 % ที่ผ่านการย่อยโดยเอ็นไซม์และความร้อน ทำให้ได้โปรตีนโมเลกุลเล็กลง จึงช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภูมิแพ้ได้ดี โดยเฉพาะในทารกที่มีประวัติเสี่ยงสูง มีผลการวิจัยทางการแพทย์ระบุว่า นมผงสูตร H.A. นอกจากจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดภูมิแพ้ ยังคงคุณค่าสารอาหาร รวมทั้งรสชาติที่ดีเหมือนกับนมสูตรมาตรฐานทั่วไป นอกจากนั้นยังมีผลวิจัยพบว่าบิฟิดัส ซึ่งเป็นจุลินทรีย์สุขภาพ (Probiotic) สามารถพบได้ในนมแม่ ที่ช่วยป้องกันการเกิดภูมิแพ้ในทารกได้ โดยจุลินทรีย์สุขภาพช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันชนิดเดียวกับที่พบในนมแม่" มร. แอนดรู กล่าว
       
       เนื่องจากผลการวิจัย GINI study (German Infant Nutritional Intervention study) ซึ่งเป็นงานวิจัยที่มีทารกเข้าร่วมการศึกษากว่า 2,200 ราย และติดตามเด็กจนถึงอายุ 6 ปี ได้ยืนยันอย่างชัดเจนถึงผลต่อการลดความเสี่ยงการเกิดโรคภูมิแพ้ในระยะยาวในเด็กกลุ่มเสี่ยงด้วยวิธีการกินนมสูตรพิเศษ สูตร H.A. ว่าสามารถลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ได้ต่อเนื่องจนถึงอายุ 6 ปี การศึกษาในสหรัฐอเมริกา เอเชียและยุโรป พบว่า เด็กทารกที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้ เมื่อได้รับนมผงสูตรดังกล่าว สามารถลดการเกิดโรคภูมิแพ้ได้ถึง 50 % เมื่อเปรียบเทียบกับการให้นมผงดัดแปลงทั่วไปในระหว่าง 5 ปีแรกของชีวิต
       

       ***ข้อมูลประกอบข่าว
       
1.โรคภูมิแพ้มักเริ่มปรากฏอาการในช่วงปีแรก
       2.เด็กที่แพ้นมวัวจะมีโอกาสแพ้อาหารอื่นๆ ได้สูงขึ้น เช่น ไข่ อาหารทะเล
       3.อาการแพ้ที่เกิดขึ้นกับเด็กสามารถแสดงออกได้ 2 ลักษณะแสดงออกทันที เช่น เวลาลูกสัมผัสกับสารที่ทำให้แพ้ หลังจากนั้นไม่กี่นาที อาจมีทั้งตุ่มนูนแดงคันขึ้น, อาเจียน หรือถ่ายท้อง แสดงออกแบบค่อยเป็นค่อยไป บางรายจะเกิดอาการขึ้นภายใน 24-48 ชั่วโมง หลังจากได้รับสิ่งแปลกปลอม หรืออาหารที่ทำให้เกิดอาการแพ้ ซึ่งพ่อแม่ควรจะคอยสังเกตว่าให้ลูกกินอาหารใหม่ที่ลูกไม่เคยกินมาก่อนหรือไม่ ในช่วงเวลาดังกล่าวกับอาการที่เกิดขึ้น
       4.การวิจัยพบว่า ถ้าทารกมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ในครอบครัวและได้รับนมผสมจะมีโอกาสเกิดโรคแพ้โปรตีนนมวัวถึงร้อยละ20 ในขวบปีแรก แต่ถ้าได้รับนมแม่อย่างเดียวจะมีโอกาสเกิด เพียงร้อยละ 1

 

ที่มา: ASTVผู้จัดการออนไลน์

Tags: ภูมิแพ้, สุขภาพ

Views: 1538

Reply to This

© 2014   Created by lukso Ravisood.   Powered by

Report an Issue  |  Terms of Service

Hit Counter
เริ่มนับเมื่อ ๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๒